Slideshow Image 1 Slideshow Image 2 Slideshow Image 3 Slideshow Image 4 Slideshow Image 5

สมบัติของพระพุทธเจ้ามาอยู่ลำพูนได้อย่างไร?

หน้าแรกเว็บไซต์ประจำจังหวัด ฟอรั่ม พูดคุยเรื่องทั่วไป สมบัติของพระพุทธเจ้ามาอยู่ลำพูนได้อย่างไร?

กระทู้นี้มี 0 replies, มี 1 เสียง, และปรับปรุงโดย  ชัยพร 4 ปี, 6 เดือน ที่ผ่านมา.

แสดง 1 โพส (จากทั้งหมด 1)
  • ผู้โพส
    ความเห็น
  • #38903

    ชัยพร

    มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกต่อเกี่ยวกับสมบัติของพระพุทธเจ้า 28 พระองค์มาอยู่ลำพูนได้อย่างไร? ขณะนี้พวกเราและผู้มีบุญบารมีทางธรรมกำลังช่วยกันรวบรวม คนในจังหวัดลำพูนมีหลายแสนคนแต่มีผู้ที่รู้เห็นไม่เกินสองพันคน ผู้ไม่มีบุญจริงๆยากที่จะได้เข้ามาดู แต่อีกไม่นานลำพูนจะเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลกและจะเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธนิกายเถรวาทระดับโลกและจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกไม่เกิน 2 ปีจะเป็นที่ประจักษ์ คือเรื่องเป็นมาอย่างนี้เนื่องจากพระอรหันต์ท่านมีญาณหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ว่า ต่อไปศาสนาพุทธนิกายหินยานหรือนิกายเถรวาทจะหมดไป จากประเทศอินเดีย และท่านรู้ต่อไปอีกว่าจังหวัดลำพูนบริเวณถ้ำดอยไซ ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน จะเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ และศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจะมาเจริญรุ่งเรืองที่นี่ต่อไปจนครบ ๕,๐๐๐ ปี ในอายุศาสนาของพระพุทธเจ้าโคตมะนับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๒๐ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มีพระอรหันต์ชื่อ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้มองเห็นว่าอีกไม่นานศาสนาพุทธนิกายเถรวาทหรือนิกายหินยานนี้จะหมดไปจากอินเดียแน่นอน และท่านก็มองเห็นว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นกับสมบัติของพระพุทธศาสนาท่านจึงได้ร่วมกับพระเจ้าอโศกมหาราชรวบรวมสมบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหมดที่อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศอินเดียมาเก็บไว้ที่แห่งเดียวกัน (การได้มาของสมบัติพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ต้องมาศึกษาที่ดอยไซ) เพื่อง่ายแก่การรักษาและขนย้ายออกไปจากประเทศอินเดียไปอยู่ที่ จ.ลำพูนในอนาคต มีจารึกเป็นภาษาลานนารอบรูปเหมือนของพระเจ้าอโศกไว้ว่า “อินเดียดอยไซห่วงใยทุกที่แล”  พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ กับพระอรหันต์องค์อื่น ๆ ได้เอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ที่มีอยู่ทั้งที่เป็นกระดูก เป็นเนื้อหนังและส่วนอื่น ๆ ของพระพุทธเจ้ามาปั้นและหล่อเป็นรูปเครื่องใช้ประจำบ้าน เป็นสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า ทั้งบกและน้ำ ที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี ปั้นและหล่อไว้อย่างสวยงามเป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น เพื่อจะได้ช่วยกันเก็บรักษาไว้ สิ่งของเครื่องใช้เหล่านี้บางอันบางชิ้นได้เอาพระบรมสารีริกธาตุที่เป็นส่วนของกระดูกซึ่งมีลักษณะเป็นลูกแก้วฝังหรือบรรจุไว้ในภาชนะหรือในเครื่องใช้หรือในตัวสัตว์ต่าง ๆ ที่ท่านปั้นไว้เพื่อเตรียมขนย้ายทางไกลไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ในสมัย พ.ศ.๒๒๐ ก็ยังได้มีการสร้างพระพุทธรูป พระเครื่อง รูปเหมือนของพระพุทธเจ้า รูปเหมือนของเจ้าชายสิทธัตถะ รูปเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช พร้อมมเหสีของท่านไว้เป็นตัวอย่างให้สมัยต่อมาเป็นรูปแบบ ซึ่งสร้างไว้ไม่มาก บางอันเป็นรูปเหมือนของพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านกลัวคนสมัยต่อมาจะเอาไปใช้ จะทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้นำไปใช้ พระอรหันต์ฯท่านก็ทำเครื่องหมายกะโหลก กระดูกไขว้ไว้ด้านหลังรูปเหมือน เพื่อเตือนไว้มิให้เอาไปใช้ส่วนตัวหรือแขวนคอเพราะถ้าไม่มีบารมีเพียงพอแล้วจะถึงกับเสียชีวิตได้สิ่งของเหล่านี้บางชิ้นบางอันพระอรหันต์จะจารึกสถานที่จะนำมาเก็บไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ พ.ศ.๒๒๐ ว่า “วัดถ้ำน้ำดิบดอยไซ”  “อารามถ้ำน้ำดิบดอนไซ”  ถ้าเป็นพระบรมสารีริกธาตุ ที่ใช้จารึกระบุไว้ว่า “สิ่งของเหล่านี้นำมาจากอินเดียมาถึงเวียงกุมกามอารามถ้ำดอยไซ”  (เวียงกุมกามเป็นชื่อเดิมของเมืองลพะหรือเมืองลำพูนที่พระอรหันต์ตั้งชื่อไว้ กุม แปลว่า ประกอบ กามแปลว่าแน่นหนาหรือมั่นคง เป็นภาษาไทยเขินหรือลานนา แปลว่า เมืองแห่งความมั่นคง) เมื่อพระอรหันต์รวบรวมสมบัติของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกได้แล้วก็ได้นำไปเก็บไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีพระอรหันต์และพระเจ้าอโศกมหาราชเท่านั้นที่รู้เพื่อเตรียมไว้ให้พระอรหันต์ในสมัยต่อมาขนย้ายมา จ.ลำพูนในปี พ.ศ.๗๐๐ ในสมัยพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ ๒ ราชวงศ์คุปตะของประเทศอินเดียได้มีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อ พระติสสเถระได้ร่วมกับพระเจ้าจันทร์คุปต์ที่ ๒ ที่ปกครองอินเดียในสมัยนั้นได้รวบรวมเอาสมบัติพระพุทธเจ้าที่เหลืออยู่ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ ที่เป็นธาตุเดี่ยว ดิน น้ำ ลม ไฟ และธาตุ รวมธาตุ ๔, ๕, ๖ มาหล่อเป็นพระบูชา พระเครื่องมีทั้งองค์ใหญ่ องค์กลาง องค์เล็ก องค์จิ๋ว เพื่อเก็บพระบรมสารีริกธาตุมิให้สูญหาย ยุคนี้เป็นยุคแรกที่ได้สร้างพระบูชา พระเครื่องเต็มรูปแบบไม่มีสร้างเครื่องใช้หรือสิ่งอื่น ๆ ไว้พระเครื่อง พระบูชาหลายองค์มีอักษรลานนาจารึกไว้ที่ใต้ฐานหรือด้านหลังของพระ บางองค์ก็ได้จารึกเป็นภาษาพราหมณ์มี อยู่ด้านหลังของพระและที่ฐานของพระเช่นกัน เพื่อเป็นการยืนยันให้คนรุ่นหลังได้ทราบว่า พระทั้งหมดที่นำมานี้ไม่ได้สร้างในประเทศไทย สร้างมาจากประเทศอินเดีย นอกจากนี้พระบูชาบางองค์ยังได้จารึกหรือตั้งชื่อวัดที่พระอรหันต์จะนำสิ่งของเหล่านี้มาไว้ว่า “วัดถ้ำน้ำดิบดอยไซมงคลราชมณีซับ”  เป็นภาษาลานนา มีพระเครื่องอีกหลายรุ่นที่มีการจารึกอักษรลานนาไว้ในฐานของพระและด้านหลังของพระ เมื่อพระอรหันต์ติสสเถระ รวบรวมสมบัติของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ไว้หมดแล้วให้พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ ๒ และราชวงศ์ช่วยกันเก็บรักษาไว้ก่อนจนกว่าจะมีการขนย้าย ออกจากอินเดีย มาลำพูนคือ เก็บไว้จนถึงพ.ศ.๙๔๕ในปี พ.ศ.๙๔๕ พระอรหันต์ชื่อ พระปุณณเถระ พร้อมด้วยพระอรหันต์ที่มีอยู่ในขณะนั้นอีก ๘ รูป รวมเป็น ๙ รูป พร้อมด้วยพระเถระ อนุเถระ และอุบาสก อุบาสิกา นับพันได้ตัดสินใจอพยพนำสมบัติของพระพุทธเจ้าหรือสมบัติของพระพุทธศาสนาเดินทางออกจากประเทศอินเดียทางทะเล ตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๙๔๕ (ในสมัยนั้นเปลี่ยน พ.ศ.เดือน เมษายน) เข้ามาเก็บไว้ที่จังหวัดลำพูน ถึงจังหวัดลำพูนโดยขึ้นมาตามลำน้ำปิง ซึ่งเป็นลำน้ำกวงในปัจจุบันนี้ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๙๔๕ มาพักอยู่บริเวณอันเป็นบ้านของข้าพเจ้าในปัจจุบัน (อ.สินธพ) ซึ่งในสมัยนั้นคงจะเป็นป่า ในปี พ.ศ.๙๔๕ ในสมัยนั้นตรงกับยุคเมืองลพะ หรือ จ.ลำพูน ยุคก่อนพระนางจามเทวี ถึง ๒๖๐ ปี มีกษัตริย์ปกครองเมืองลพะถึง ๑๐ พระองค์ ใน พ.ศ.๙๔๕ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๒ ของเมืองลพะ ชื่อพระยาตะกะครองราชย์อยู่ในขณะนั้น พระยาตะกะได้จัดสถานที่อยู่ให้กับพระอรหันต์บริเวณหน้าถ้ำดอยไซ บริเวณหน้าถ้ำดอยไซก็ได้ชื่อว่าเป็นวัดแห่งแรกที่ตั้งขึ้นในแผ่นดินไทย ซึ่งตั้งชื่อมาจากประเทศอินเดียเมื่อ พ.ศ.๗๐๐ โดยพระติสสเถระอรหันต์ ชื่อ “วัดถ้ำน้ำดิบดอยไซมงคลราชมณีชัย”  พร้อมกันนั้นก็ได้ขนย้ายทรัพย์สมบัติของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์จากในเมืองลำพูนขณะนี้ไปอยู่ที่ดอยไซ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๙๔๖ ส่วนอุบาสก อุบาสิกา ได้ให้อยู่ใกล้ ๆ บริเวณถ้ำดอยไซ ซึ่งเป็นบริเวณหมู่บ้านหนองไซ ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน ขณะนี้นั่นเอง ต่อมาบริเวณวัดถ้ำน้ำดิบดอยไซฯ นี้ได้เป็นสถานที่การศึกษาเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนานิกายหินยานหรือเถรวาท ได้มีบุคคลทั่วสารทิศมาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอนที่นี่ตั้งแต่ พ.ศ.๙๔๕ – ๑๐๗๙ มีพระอรหันต์เกิดขึ้น ณ ที่วัดแห่งนี้ ถึง ๑๕ รูป รวมกับที่มาจากอินเดียอีก ๙ รูป รวมมีพระอรหันต์อยู่ที่นี่ทั้งหมด ๒๔ รูปสมบัติของพระพุทธเจ้าหรือสมบัติของพระพุทธศาสนาถูกนำมาเก็บไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๙๔๕ ที่บริเวณวัดถ้ำดอยไซแห่งนี้นับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา ๑,๖๐๘ ปีมาแล้ว นับจากวันนี้ย้อนหลังไปอีกประมาณ ๑๐๐ – ๒๐๐ ปี ได้มีเกจิอาจารย์หลายท่านได้แวะเวียนมาอยู่บริเวณดอยไซแห่งนี้โดยเฉพาะ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ไป ๆ มา ๆ อยู่ดอยไซถึง ๓๐ ปี และได้มีชาวบ้านเข้าไปขนเอาสมบัติของพระพุทธเจ้าออกจากถ้ำมากมาย บางคนเอาไปเก็บไว้ในบ้านเกิดอาถรรพ์ล้มตายกันเป็นจำนวนมากหลายครอบครัว บางคนพิกลพิการตาบอด หูหนวกไปอีกมาก บางคนเห็นอาถรรพ์ก็ได้นำสิ่งของกลับไปคืนไว้ที่ถ้ำ คนนั้นก็ปลอดภัยไป บางรายเอาไปส่งคืนช้าทำให้ตาบอด หูหนวก หลายราย สิ่งของบางอย่างบางชิ้นได้นำออกไปไกลไม่อยากเอากลับมาคืนถ้ำก็นำไปฝังไว้ตามป่า ตามสวน ไร่นา บุคคลเหล่านั้นก็ไม่รอดอาถรรพ์ไปได้ บางคนตาบอดพิกลพิการ หูหนวกและจำต้องปกปิดรักษาสิ่งของที่ตนเองนำมาไว้จนกว่าคนที่มีบารมีเพียงพอจะเข้ามารับเอามาเก็บไว้พระพุทธรูปและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่พระอรหันต์เก็บไว้ในถ้ำ ล้วนแต่สร้างด้วยพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระบรมธาตุของพระอรหันตอัครสาวกทั้งนั้น ชาวบ้านชาววัดไม่รู้ไปเก็บไว้ ทำให้เกิดล้มตายกันเป็นจำนวนมากจนถึงปัจจุบันนี้คนเฒ่าคนแก่ที่อยู่ใกล้ดอยไซก็บอกลูกหลานของเขา มิให้เข้าไปบริเวณดอยไซ ห้ามไปหยิบอะไรออกมาแม้กระทั่งก้อนหินก้อนดิน คนไม่มีบุญบารมีทางธรรมเพียงพอแล้วไม่สามารถเก็บสมบัติของพระพุทธเจ้าไว้ได้ เป็นธรรมชาติอันหนึ่งของธาตุต่าง ๆ ถ้าธาตุนั้นไม่ว่าดิน น้ำ ลม ไฟ หรือเป็นแร่ธาตุถ้าบริสุทธิ์แล้วจะมีรังสีหรือกัมมันตภาพรังสีแผ่ออกมาทำลายชีวิตคนได้ทันที องค์ประกอบของธาตุที่เป็นตัวของพระพุทธเจ้านั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งกว่าธาตุใด ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ฉะนั้นย่อมมีรังสีแผ่ขยายออกมามหาศาล ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นในโลกนี้ ถ้ามีมากสามารถทำลายชีวิตคนได้ทันที เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ถ้ามีมากทำลายชีวิตคนได้ทันทีเช่นกันขณะนี้สมบัติของพระพุทธเจ้าที่นำออกไปจากถ้ำไปฝังไว้ตามป่า ตามสวน ไร่นาตามที่ต่าง ๆ ไกลที่สุดไม่เกินอำเภอแม่ทา ส่วนมากจะอยู่บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน กำลังรอการเก็บรวบรวมอยู่ การเก็บรวบรวมสิ่งของล้ำค่าเหล่านี้ ไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ผู้ใดผู้หนึ่งจะไปเก็บรวบรวมได้เหมือนสิ่งของหรือศิลปวัตถุโบราณ ทั่วไปเพราะมีอันตรายถึงชีวิตหรือพิกลพิการได้รออยู่ข้างหน้า ฉะนั้นบุคคลจะมาเก็บรวบรวมสิ่งของที่เป็นสมบัติของพระพุทธเจ้าไว้ได้จะต้องมีภูมิธรรม เป็นอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันบุคคลขึ้นไป โสดาปัตติมรรคยังไม่สามารถเก็บรวบรวมได้ บุคคลที่เป็นอริยบุคคลผู้เห็นธรรมแล้วย่อมเห็นพระตถาคตได้ เมื่อเห็นพระตถาคต (พระพุทธเจ้า) แล้วย่อมรู้จักพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าด้วย เมื่อรู้จักพระพุทธเจ้าแล้ว ก็สามารถแยกแยะพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระบรมธาตุของพระอรหันต์ไปจนถึงพระธาตุฤาษีได้โดยอัตโนมัตินี้เรียกว่า ญาณหยั่งรู้แจ่มแจ้งในเหตุและปัจจัยถ้าผู้นั้นไม่ได้เป็นอริยบุคคลแล้วไม่สามารถจะรู้จักพระบรมสารีริกธาตุ และพระบรมธาตุของพระอรหันต์ไปจนถึงพระธาตุของฤาษีได้เลย ด้วยความจริงที่ว่า อริยบุคคลเท่านั้นจะรู้ว่าผู้ใดเป็นอริยบุคคลหรือคนฉลาดเท่านั้นจึงจะรู้ว่าผู้ใดฉลาดเช่นกันนี้ก็แสดงว่าสิ่งของสำคัญที่เป็นสมบัติของพระพุทธเจ้านี้วิสัยของบุคคลปุถุชนคนธรรมดาจนถึงผู้ได้สมาธิฌานอภิญญา ที่ยังเป็นโลกิยบุคคลนั้นไม่สามารถจะสัมผัสรับรู้ได้เลย เพราะตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๐๗๙ นับตั้งแต่พระอรหันต์องค์สุดท้ายได้ปรินิพพานไปที่ดอยไซ จังหวัดลำพูนแห่งนี้ จนถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา ๑,๔๐๐ กว่าปีมาแล้วไม่มีผู้ใดรู้เรื่องราวสมบัติของพระพุทธเจ้านี้เลย เป็นความลับมาโดยตลอด ๑,๔๐๐ กว่าปี ทั้งที่มีผู้สำเร็จสมาธิขั้นสูงได้ฌาน อภิญญามากมายตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันในเมื่อข้าพเจ้า (อ.สินธพ) มีญาณทัสสนะรู้เรื่องราวความเป็นมาทั้งสามารถแยกแยะสมบัติของพระพุทธเจ้าได้ว่าอันไหนเป็นส่วนไหนของพระพุทธเจ้าหรือเป็นของพระอรหันตอัครสาวกอย่างนี้แล้ว พร้อมทั้งรู้เห็นตนเองได้ว่าสามารถเก็บรวบรวมสมบัติของพระพุทธเจ้าได้ ไม่มีอันตรายใด ๆ กับตนเอง และตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๖ สิ่งของเหล่านี้ก็ได้มีผู้นำมาให้ข้าพเจ้ารวบรวมเก็บไว้ สิ่งของเหล่านี้ได้ตรวจดูแล้วด้วยญาณก็คือสมบัติของพระพุทธเจ้าที่ถูกนำออกไปจากถ้ำดอยไซ เมื่อ ๑๐๐ – ๒๐๐ ปีก่อน ขณะนี้ได้มาประมาณ ๒ ใน ๓ ส่วน ยังคงเหลือฝังดินฝังทรายในโคลนตมอยู่ตามป่าเขาตามสวน ไร่นา อีกประมาณ ๑ ส่วน สิ่งของเหล่านี้ก็จะมีผู้ทยอยนำมาให้ทุกวันตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบัน จนบ้านข้าพเจ้าเต็มหมดต่อเติมต่อไปก็เต็มอีกจนไม่มีที่เก็บแล้ว ในขณะที่สมบัติเหล่านี้ไม่สามารถนำไปเก็บไว้ในที่ใด ๆ ในโลกนี้ได้ นอกจากบ้านของข้าพเจ้าและที่ถ้ำดอยไซเท่านั้นเมื่อข้าพเจ้าเก็บรวบรวมสมบัติของพระพุทธเจ้าที่มีคนนำไปฝังดินฝังทราย โคลนตมอยู่ได้หมดแล้ว ข้าพเจ้าจะได้นำสมบัติเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่เดิมหรือใกล้ที่เดิมที่ดอยไซ ในตอนแรกคิดว่าจะไปสร้างตึกเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บสมบัติเหล่านี้ไว้ พอดีข้าพเจ้ากำลังนั่งคิดอยู่ในห้องพระก็ได้มีเทวดาองค์หนึ่งมาปรากฏตัวต่อหน้าข้าพเจ้าแล้วบอกว่าตึกที่ข้าพเจ้าจะสร้างเก็บสมบัติเหล่านั้นมีอายุได้เพียง ๑๐๐ – ๒๐๐ ปีเท่านั้นตึกก็จะพังลงไปท่านบอกว่าสมบัติของพระพุทธเจ้าจะต้องอยู่ที่ดอยไซ จังหวัดลำพูน ต่อไปอีก ๒,๕๐๐ ปี แล้วบอกให้ข้าพเจ้าเจาะถ้ำใต้ภูเขาดอยไซใกล้ ๆ กับที่เดิมแล้วนำสมบัติเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่นั่น ให้สร้างเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่ ๕ ของโลก สิ่งของล้ำค่านี้จึงจะอยู่เป็นหลักฐานให้ลูกหลานของเราได้เห็นและสักการบูชาไปอีก ๒,๕๐๐ ปี เพราะถ้าไม่มีสิ่งของเหล่านี้เป็นหลักฐานให้ลูกหลานของเราได้เห็นอีก ๕๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปีต่อไปภายหน้าพวกเขาจะไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนอยู่จริง เมื่อเก็บสมบัติของพระพุทธเจ้าเหล่านี้ไว้ในถ้ำใต้ภูเขาสมบัติเหล่านี้จะอยู่ไปถึง ๒,๕๐๐ ปี ครบ ๕,๐๐๐ ปี ในอายุศาสนาของพระพุทธเจ้าโคตมะ นี่คือเหตุผลของเทวดาซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ของพระอรหันต์ที่ได้รวบรวมสมบัติล้ำค่านี้ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๒๐ และ พ.ศ.๗๐๐ เพื่อนำมาเก็บไว้ที่ถ้ำดอยไซ อ.เมือง จ.ลำพูน และพระอรหันต์ ๙ รูป ก็ได้นำสมบัติของพระพุทธเจ้ามาเก็บไว้ที่ดอยไซ เมื่อ พ.ศ.๙๔๕ ตามที่พระอรหันต์ยุคก่อนเขียนกำหนดไว้ให้ในเมื่อท่านได้กำหนดสถานที่ไว้ ที่ถ้ำดอยไซไว้ให้เป็นที่เก็บสมบัติของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ พร้อมทั้งสมบัติของพระอรหันตอัครสาวก เช่นนี้แล้วก็นับว่าบริเวณถ้ำดอยไซ อ.เมือง จ.ลำพูน แห่งนี้เป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดในโลกที่จะเก็บสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ไว้ ก็นับว่าเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่หาที่สุดไม่ได้สำหรับพี่น้องชาวลำพูนและชาวไทยทั่วประเทศ ฉะนั้นสถานที่แห่งนี้จึงเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นสังเวชณียสถานแห่งที่ ๕ ของโลก เป็นที่เก็บสมบัติของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ให้ชาวพุทธทั่วโลก ตั้งแต่ปัจจุบันนี้จนถึงอนาคตได้เคารพสักการบูชาพระพุทธเจ้าและพระอรหันตอัครสาวก ต่อไปสถานที่นี้จะมีพระพุทธรัตน ธรรมรัตน สังฆรัตน ให้ลูกหลานของเราได้สักการบูชา เพื่อจะได้มีโอกาสเห็นธรรมเข้าถึงมรรค ผล นิพพานได้ พวกเราชาวพุทธผู้มีใจบุญใจกุศลทั้งหลาย มาช่วยกันสร้างถ้ำให้เป็นสถานที่เก็บสมบัติพระพุทธเจ้าอันล้ำค่านี้ให้ยิ่งใหญ่ ให้เหมาะสมกับเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ให้เสร็จภายใน ๕ ปีนี้เรื่องราวทั้งหมดที่ท่านได้อ่านจบลงไปนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านใช้สติ ปัญญา ตรึกตรองดูก่อน อย่าพึ่งเชื่อเพราะเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์นั้นเป็นเรื่องคนละวิสัยของ ความเชื่อและวิชาการทางโลกใด ๆ จะเข้าถึงได้เพราะเป็นเรื่องความจริงที่เรียกว่าปรมัตถสัจจะ ถ้าผู้ใดไม่ฝึกฝนตนเองเข้าถึงความจริงที่แท้จริงได้ แล้วก็ไม่มีโอกาสจะรู้เห็นได้เลย แต่ทุกคนมีโอกาสเห็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ได้ด้วยตนเอง ถ้าท่านเหล่านั้นฝึกฝนตนเองถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือทางสายเอก ผู้ใดปฏิบัติเดินตามทางสายนี้จะสามารถรู้เห็นพระองค์ท่านได้จริง ๆ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต”  (พระพุทธเจ้า) พระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นมาในโลกแล้วถึง 28 พระองค์ ซึ่งมีรายพระนามดังนี้ 1.พระตัณหังกร ..ผู้กล้าหาญ 2. พระเมธังกร..ผู้มียศใหญ่ 3. พระสรณังกร..ผู้เกื้อกูลแก่โลก 4. พระทีปังกร..ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาอันรุ่งเรือง 5. พระโกณฑัญญะ ..ผู้เป็นประมุขแห่งหมู่ชน 6. พระมังคละ..ผู้เป็นบุรุษประเสริฐ 7. พระสุมนะ..ผู้เป็นธีรบุรุษ มีพระหทัยงาม 8. พระเรวะตะ..ผู้เพิ่มพูนความยินดี 9. พระโสภิตะ..ผู้สมบรูณ์ด้วยพระคุณ 10. พระอโนมทัสสี..ผู้อุดมอยู่ในหมู่ชน 11. พระปทุมะ..ผู้ทำให้โลกสว่าง 12. พระนารทะ..ผู้เป็นสารถีประเสริฐ 13. พระปทุมุตตระ..ผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ 14. พระสุมธะ..ผู้หาบุคคลเปรียบมิได้15. พระสุชาตะ ..ผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง 16. พระปิยทัสสี..ผู้ประเสริฐกว่าหมู่นรชน 17. พระอัตทัสสี..ผู้มีพระกรุณา 18. พระธรรมทัสสี..ผู้บรรเทามืด 19. พระสิทธัตตะ ..ผู้หาบุคคลเสมอมิได้ในโลก 20. พระติสสะ..ผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย 21. พระปุสสะพระพุทธเจ้า..ผู้ประทานธรรมอันประเสริฐ 22. พระวิปัสสี..ผู้หาที่เปรียบมิได้ 23.พระสิขี..ผู้เป็นศาสดาเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ 24. พระเวสสภู..ผู้ประทานความสุข 25.พระกกุสันธะ ..ผู้นำสัตว์ออกจากกันดารคือ กิเลส 26. พระโกนาคมนะ..ผู้หักเสียซึ่งข้าศึกคือ กิเลส 27. พระกัสสปะ..ผู้สมบรูณ์ด้วยสิริ 28. พระโคตมะ..ผู้ประเสริฐแห่งหมู่ศากยราช(องค์ปัจจุบัน)ในอนาคตกาล จะมีพระพุทธเจ้าองค์ที่      29. พระศรีอาริยะเมตไตรย  รออีก 1 อสงไขยเศษ 

แสดง 1 โพส (จากทั้งหมด 1)

ข้อแนะนำ-ข้อกำหนด

กระดานสนทนาจัดทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นทั้งเรื่องทั่วไปและร้องทุกข์/ร้องเรียน หรือเป็นข้อเสนอแนะที่ดีมีประโยชน์ต่อจังหวัด โดยต้องไม่เป็นข้อความที่ใส่ร้ายป้ายสีให้ใครเดือดร้อน และไม่พาดพิงถึงใครโดยไม่เป็นความจริง

หากท่านประสงค์จะ post ข้อความในกระดานสนทนา ท่านต้องระบุ ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน 13 หลักหรือ E-mail เบอร์โทรศัพท์ ของท่านจริงเท่านั้น โดยต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ ทางระบบจะจัดเก็บข้อมูลของท่านไว้เป็นความลับ

ทั้งนี้ คำร้องทุกข์/ร้องเรียน หากไม่เป็นความจริง ท่านยินดีรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาหากจะพึงมี กรณีท่านต้องการร้องทุกข์/ร้องเรียน โดยไม่ระบุตัวตนของท่าน กรุณาติดต่อทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลำพูนโดยตรง ณ ศาลากลางจังหวัดลำพูน


ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ เพื่อตอบกลับกระทู้.